Facebook Twitter Google plus Line
เรื่องของ 'จูบ' ที่ยิ่งรู้ยิ่งจูบอร่อย
Post by : monnyboy   Date : 05 ต.ค. 61 18:10   Views : 2,286
Facebook Twitter Google plus Line
เรื่องของ จูบ ที่ยิ่งรู้ยิ่งจูบอร่อย





•Kissหรือจูบมีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่าCyssan

•มีมากมายหลายความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในการจูบทั้งเป็นการแสดงความรักความหลงใหลคลั่งไคล้ความต้องการทางเพศความเคารพการทักทายความสัมพันธ์และสันติภาพ

•ข้อถกเถียงเกี่ยวกับประวัติของการจูบยังคงมีอยู่ตราบปัจจุบันหนึ่งในข้อมูลที่ปรากฏคือการจูบเกิดขึ้นจากสายใยรักของแม่และทารกน้อยตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ

•แม้แต่ในอารยธรรมอินเดียที่เป็นอารยธรรมที่ยืนยาวที่สุดบนโลกก็ปรากฏการจูบโดยในอินเดียยุคนั้นการจูบจะมีการสัมผัสที่ปลายจมูกไปด้วยซึ่งพบหลักฐานที่ว่านี้ในมหากาพย์มหาภารตะ

•ส่วนในกรีกโบราณก็มีการจูบเพื่อสันติในหมู่ทหาร

•พอเข้ามาสู่ยุคโรมันการจูบเริ่มมีความหลากหลายขึ้นโดยการจุมพิตในสมัยโรมันโบราณมี3รูปแบบคือBasiumเป็นการจุมพิตระหว่างคนรู้จักคุ้นเคยOsculumระหว่างเพื่อนสนิทและSuaviumระหว่างคู่รัก

•การศึกษาเรื่องจูบเกิดขึ้นอย่างจริงจังในช่วงคริสตศตวรรษที่19เรียกศาสตร์นั้นว่าPhilematologyมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายท่านที่เคยศึกษาศาสตร์นี้ได้แก่CesareLombrosoศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาชาวอิตาเลียน,CharlesDarwinนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ,EdwardBurnettTylorนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษเป็นต้นซึ่งผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการจูบล้วนถูกเรียกว่าOsculologist

•ระหว่างที่จูบมีประสาทสัมผัส3อย่างที่ถูกใช้งานอย่างแรกที่เห็นเด่นชัดคือการสัมผัสถัดมาคือการลิ้มรสและสุดท้ายเป็นเรื่องของกลิ่น

•การจูบในรูปแบบของความรู้สึกรักระหว่างหนุ่มสาวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวรรณกรรมกรีกและได้กลายมาเป็นรูปแบบภาษาสัมผัสสื่อสารสากลในยุคกลางแต่จะเป็นการทักทายที่เป็นทางการเฉพาะทางฝั่งตะวันตกเท่านั้นวัฒนธรรมตะวันออกยังไม่ยอมรับการจูบเป็นการทักทายทั่วไป


•บางวัฒนธรรมในสังคมตะวันตกมีการจูบตามเทศกาลเช่นจูบในวันปีใหม่โดยจะจูบกันข้ามคืนตั้งแต่คืนก่อนปีใหม่ข้ามมาจนถึงศักราชใหม่

•เห็นการจูบได้บ่อยครั้งในพิธีกรรมแต่งงานของฟากฝั่งตะวันตกซึ่งการจูบในพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวนั้นนอกเหนือจากประเด็นเรื่องความรักแล้วยังมีความเชื่อเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเชื่อว่าการจุมพิตในวันแต่งงานเป็นการถ่ายทอดวิญญาณให้แก่กันและกันเพื่อรวมสองชีวิตให้เป็นหนึ่งใจ

•พลังของการจูบถูกสำแดงฤทธิ์มากมายในวรรณกรรมคลาสสิกต่างๆเช่นนิทานเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูรนักประพันธ์กำหนดให้การจูบเป็นสื่อของพลังรักที่เปลี่ยนให้อสูรกลายร่างเป็นเจ้าชายได้พูดง่ายๆคือการจูบเปรียบดั่งพลังของฝ่ายดีที่ใช้ปราบอธรรมได้

•การจูบถูกพ่วงติดกับศาสนาโดยเฉพาะกับศาสนาคริสต์และอิสลามนั้นการจูบเป็นการแสดงความเคารพพระผู้เป็นเจ้าทางจิตวิญญาณจนเป็นที่มาของคำว่าHolyKissก่อนที่จะพัฒนาเป็นการจูบเพื่อสันติในยุคกลางของยุโรปโดยเป็นการจูบของกองพลในกองทัพปัจจุบันการจูบHolyKissยังคงมีอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนาในขณะที่การจูบเพื่อสันติกลับไม่ปรากฏแล้ว

•สำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียนและออร์โธดอกซ์แล้วการจูบถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญ

•ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นดินแดนมุสลิมจะไม่นิยมการจูบการจูบจะได้รับการยกเว้นเฉพาะในเรื่องศาสนาเท่านั้นและในบางประเทศอย่างอิหร่านหากผู้ชายจูบผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตนจะมีบทลงโทษทางกฎหมาย

•การจูบถูกพ่วงกับความเชื่อโดยที่ประเทศไอร์แลนด์ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวกว่า4แสนคนพากันไปจูบหินบลาร์นีย์เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากงอตัวลงไปจูบบนหินได้จะมีโชคทางด้านวาทศิลป์นั่นเป็นผลพวงให้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ถูกสุขอนามัยที่สุดในโลก

•การจูบมือเป็นการสื่อสัมผัสด้วยภาษากายที่สุภาพเรียบร้อยที่สุดเป็นการให้เกียรติที่บุรุษพึงกระทำต่อสุภาพสตรีคาดว่าแหล่งกำเนิดของการสื่อสารในรูปแบบนี้อยู่ในประเทศโปแลนด์และสเปนก่อนที่จะเผยแพร่สู่ยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออกอย่างไรก็ดีวัฒนธรรมการจูบมือนั้นเริ่มเลือนลางไปจากสังคมยุคใหม่แล้วจะยังหลงเหลืออยู่บ้างในคริสต์ศาสนาเป็นการแสดงความเคารพต่อองค์สันตปาปาพระคาร์ดินัลและบาทหลวงทั้งหลายนอกจากนี้ยังพบเห็นในประเทศตุรกีมาเลเซียอินโดนีเซียบรูไนและฟิลิปปินส์แต่จะพบการแสดงออกเช่นนี้ในกลุ่มคนสูงวัยซึ่งในบางครั้งหลังจากการจุมพิตที่หลังมือยังพบว่าฝ่ายชายมีการยกมือของฝ่ายหญิงขึ้นจรดหน้าผากสื่อถึงการให้เกียรติยิ่งขึ้นไปอีก

•นอกจากจะเป็นการทักทายแล้วการจุ๊บแก้มยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นเป็นการแสดงออกถึงความโรแมนติกและในบางบริบทอาจหมายถึงความเคารพอีกด้วยคนยุโรปจะนิยมจูบแก้มกันมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะยุโรปตอนใต้ตอนกลางและตะวันออกในดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็นิยมรวมถึงในละตินอเมริกาด้วยแต่พอข้ามมาฝั่งแคนาดาอเมริกาบางส่วนและยุโรปเหนือจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่คาดกันว่าการจูบแก้มนั้นมีจุดกำเนิดจากความรักในครอบครัวก่อนที่จะกระจายไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนและคนรัก



•การจูบหลังความตายเป็นการจูบเพื่อแสดงความเคารพรักผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายโดยผู้จูบจะบรรจงจูบที่หน้าผากหรือไม่ก็ที่เท้าหรืออวัยวะส่วนอื่นที่แสดงถึงความรัก

•การจูบแบบแลกลิ้นหรือFrenchKissสามารถส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างดีเนื่องจากที่ลิ้นของคนเรามีเส้นประสาทอยู่มากมายทำให้การจูบมักถูกใช้เป็นเครื่องกระตุ้นอารมณ์ทางเพศโดยผู้ที่ศึกษาในเรื่องจูบมีความเห็นว่าการจูบในลักษณะนี้น่าจะเลียนแบบมาจากการดูดนมแม่ของบุตรและที่เรียกว่าFrenchKissก็เพราะปรากฏรูปแบบการจูบเช่นนี้ในช่วงเริ่มต้นของคริสตศตวรรษที่20ในประเทศฝรั่งเศสโดยพบว่าที่ประเทศฝรั่งเศสมีศัพท์บัญญัติเกี่ยวกับการจูบในลักษณะนี้ก่อนใครเพื่อน

•สัญลักษณ์XOXOแปลว่าจูบซึ่งสัญลักษณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยุโรปยุคกลางแล้ว

•มีกุศโลบายห้ามจูบเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่6แห่งอังกฤษหรือเมื่อปีค.ศ.1439เนื่องจากในช่วงนั้นเกิดโรคระบาดอย่างหนักในเมืองผู้ดีพระเจ้าเฮนรี่จึงสั่งห้ามไม่ให้มีการจูบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคร้ายนั่นเอง

•ทุกครั้งที่เกิดการจากลาบริเวณชานชาลารถไฟมักลงเอยด้วยการจูบทว่าประเทศที่เป็นต้นแบบเรื่องการจูบอย่างฝรั่งเศสก็เคยห้ามไม่ให้จูบบริเวณลานรถไฟมาแล้วเพราะทำให้เกิดความขัดข้องในขณะปฏิบัติงานเนื่องจากผู้คนจูบกันจนทำให้รถไฟออกไม่ตรงเวลาเลยน่ะสิ

•ในอดีตเคยมีกฎของทางกลุ่มผู้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดห้ามมิให้มีการจูบในภาพยนตร์เกิน3วินาทีแต่กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไปในยุค60′sไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้เห็นฉากจูบอันเผ็ดร้อนในเซ็กซ์ซีนหลายๆเรื่องแน่ๆ

•ถึงแม้ว่าชาติที่นิยมจูบกันจนเป็นเรื่องปกติจะเป็นชาติตะวันตกแต่ยืดอกบอกเลยว่าคู่รักที่สร้างสถิติโลกเรื่องการจูบยาวนานที่สุดในโลกเป็นคนไทยจ้าโดยใช้เวลาในการจูบนานถึง58ชั่วโมง35นาที58วินาทีซึ่งสถิตินี้ได้รับการบันทึกในกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดเมื่อวาเลนไทน์ในปี2013

•มากกว่า85%ของวัยรุ่นชาวอเมริกันล้วนผ่านประสบการณ์การจูบมาแล้ว



ขอบคุณข้อมูลจาก:sanook.com
แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ