Facebook Twitter Google plus Line
หยุดคิดสักนิด! ก่อนคิดฝ่าไฟแดง
Post by : monnyboy   Date : 12 ก.ย. 61 12:09   Views : 1,299
Facebook Twitter Google plus Line
หยุดคิดสักนิด! ก่อนคิดฝ่าไฟแดง

ปัจจุบันมีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่มีความสัมพันธ์แบบ"ฝ่าไฟแดง"การฝ่าไฟแดงก็คือการมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน

รายงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพบว่าสตรีวัยรุ่นร้อยละ2.4-4และสตรีวัยผู้ใหญ่ร้อยละ25-30มีความสัมพันธ์ทางเพศขณะมีประจำเดือนโดยมีความเชื่อว่าการฝ่าไฟแดงนั้นทำให้ไม่ปวดประจำเดือนและเป็นการคุมกำเนิดทางอ้อมแต่หารู้ไม่ว่าการฝ่าไฟแดงนั้นอาจทำให้ตัวคุณและคู่รักเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง 
ในช่วงมีประจำเดือนร่างกายของผู้หญิงนั้นจะอ่อนแอกว่าปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากขณะที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดออกเพื่อให้เลือดและเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องคลอดหรือที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสเข้าไปในมดลูกได้และการที่เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น 

อีกเหตุผลหนึ่งคือภูมิต้านทานของร่างกายในช่วงการมีประจำเดือนต่อแบคทีเรียราและไวรัสจะทำงานได้ต่ำลงมีการตีพิมพ์ลงในวารสารInternationalJournalofBiological&MedicalResearchโดยDr.Sadiquaและคณะทำการทดลองโดยนำผู้หญิงสุขภาพแข็งแรงมาทั้งหมด40คนช่วงอายุตั้งแต่18-25ปีและผู้หญิงเหล่านี้มีรอบเดือนปกติ(ประมาณ28วัน)พวกเขาได้ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวตลอดเดือนของผู้หญิงเหล่านั้นซึ่งผลปรากฏว่าจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้หญิงช่วงมีประจำเดือนจะต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้ช่วงมีประจำเดือนภูมิคุ้มกันจะลดลงเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันมีจำนวนลดลงนั่นเอง 









ซึ่งจากรายงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพบว่าสตรีวัยรุ่นร้อยละ2.4-4และสตรีวัยผู้ใหญ่ร้อยละ25-30มีความสัมพันธ์ทางเพศขณะมีประจำเดือนโดยมีความเชื่อว่าการฝ่าไฟแดงนั้นทำให้ไม่ปวดประจำเดือนและเป็นการคุมกำเนิดทางอ้อมแต่หารู้ไม่ว่าการฝ่าไฟแดงนั้นอาจทำให้ตัวคุณและคู่รักเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึง 

ในช่วงมีประจำเดือนร่างกายของผู้หญิงนั้นจะอ่อนแอกว่าปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากขณะที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดออกเพื่อให้เลือดและเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องคลอดหรือที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสเข้าไปในมดลูกได้และการที่เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น 

อีกเหตุผลหนึ่งคือภูมิต้านทานของร่างกายในช่วงการมีประจำเดือนต่อแบคทีเรียราและไวรัสจะทำงานได้ต่ำลงมีการตีพิมพ์ลงในวารสารInternationalJournalofBiological&MedicalResearchโดยDr.Sadiquaและคณะทำการทดลองโดยนำผู้หญิงสุขภาพแข็งแรงมาทั้งหมด40คนช่วงอายุตั้งแต่18-25ปีและผู้หญิงเหล่านี้มีรอบเดือนปกติ(ประมาณ28วัน)พวกเขาได้ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวตลอดเดือนของผู้หญิงเหล่านั้นซึ่งผลปรากฏว่าจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้หญิงช่วงมีประจำเดือนจะต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้ช่วงมีประจำเดือนภูมิคุ้มกันจะลดลงเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันมีจำนวนลดลงนั่นเอง 

อย่างที่ทราบมาแล้วว่าในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงจากการรายงานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่าการฝ่าไฟแดงมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นอย่างชัดเจนประมาณ3เท่าเมื่อเทียบกับช่วงที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือนโดยเชื้อที่มีโอกาสติดจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการมีประจำเดือนแบบไม่ได้ป้องกันได้แก่Neisseriagonorrhoeaeก่อโรคหนองใน,Candidaalbicansทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด,HumanImmunodeficiencyVirus(HIV)เชื้อก่อโรคเอดส์,HumanPapillomaVirus(HPV)เชื้อก่อโรคหูดหงอนไก่กับมะเร็งปากมดลูกและHerpessimplexvirus(HSV)เชื้อก่อโรคเริม 

โดยปกติการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ไม่มีประจำเดือนฝ่ายหญิงมีโอกาสติดเชื้อHIVจากฝ่ายชายได้10ใน10000คนแต่เมื่อมีเลือดและสารคัดหลั่งออกมาอย่างมากอัตราการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายนอกจากนี้ในเลือดยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อHPVส่วนโรคเริมเกิดจากเชื้อที่มีการถ่ายทอดง่ายแล้วพบว่ามักกลับเป็นซ้ำมากช่วงมีประจำเดือนเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงผู้ป่วยควรจะงดการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราว 




แต่อย่างไรก็ตามยังมีหลายคู่รักเลือกที่จะฝ่าไฟแดงเพราะคิดว่าเป็นการคุมกำเนิดอย่างหนึ่งไม่จำเป็นต้องป้องกันไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าเพศหญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เมื่อไข่ได้รับการผสมกับอสุจิแล้วไปฝังตัวที่ผนังมดลูกซึ่งช่วงมีประจำเดือนเป็นช่วงที่เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในสลายตัวมีระยะเวลา4-7วันเรียกช่วงนี้ว่า"Menstrualphase"หลังจากช่วงประจำเดือนผนังมดลูกจะหนาตัวขึ้นจนถึงวันตกไข่(วันที่14ของรอบเดือน)หากไข่ไม่ได้รับการผสมจึงไม่ฝั่งตัวที่ผนังมดลูกผนังมดลูกสลายตัวเป็นประจำเดือนโดยปกติแล้วรอบเดือนจะประมาณ28วัน 

ดังนั้นหญิงที่มีรอบเดือนปกติสม่ำเสมอการมีเพศสัมพันธ์ในวันแรกของการมีประจำเดือนจะมีโอกาสตั้งครรภ์ต่ำและหากมีเพศสัมพันธ์ในวันท้ายๆของการมีประจำเดือนต้องดูว่าช่วงมีประจำเดือนกี่วันหากนานถึง7วันแล้วมีเพศสัมพันธ์ในวันสุดท้ายอสุจิซึ่งอายุ3-5วันอาจมีอายุได้ถึงวันที่ไข่ตกเพราะแม้วันตกไข่จะห่างจากช่วงการมีประจำเดือนแต่ก็สามารถตกไข่ก่อนหรือหลังได้บวกลบ2วันจึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ได้ 

แต่สำหรับผู้หญิงบางคนมีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอหรือผิดปกติเช่นมีรอบเดือนสั้นกว่าปกติอย่างเช่น21วันหรือ24วันช่วงระหว่างการมีประจำเดือนจนกระทั่งตกไข่จะลดลงหากมีเพศสัมพันธ์ในวันท้ายของการมีประจำเดือนก็มีโอกาสที่อสุจิจะมีอายุถึงวันที่ตกไข่แล้วเกิดการปฏิสนธิได้ดังนั้นจึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ 

นอกจากนี้หญิงที่อยู่ในช่วงใกล้หมดประจำเดือนมักจะมีรอบเดือนผิดปกติซึ่งเคยมีกรณีการตั้งครรภ์ในวัยนี้จากการมีเพศสัมพันธ์ในขณะมีประจำเดือนขณะเดียวกันก็มีผู้หญิงบางคนยังเข้าใจผิดว่าเลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดเป็นประจำเดือนทั้งที่จริงอาจเป็นความผิดปกติในช่องคลอดเช่นการอักเสบของปากมดลูกการติดเชื้อในช่องคลอดหรืออาจมีสาเหตุจากการที่มีรอยโรคเช่นติ่งเนื้อ(polyp)ก้อนหรือแผลบริเวณปากมดลูกซึ่งหากไปมีเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้ด้วยเช่นกัน

หากถามว่าเราฝ่าไฟแดงจะมีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่ถ้าเราแน่ใจว่ามีรอบเดือนปกติสม่ำเสมอเลือดที่ไหลออกมานั้นเป็นเลือดประจำเดือนจริงๆไม่ใช่เลือดที่ออกเพราะสาเหตุอื่นการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีประจำเดือนมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์น้อยมากแต่อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูงมากเช่นกัน 

ดังนั้นหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการมีประจำเดือนควรมีการป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อที่ติดต่อได้ง่ายทางการมีเพศสัมพันธ์ทั้งHIVและHPVโดยควรให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อHumanImmunodeficiencyVirus(HIV)และHumanPapillomaVirus(HPV)การป้องกันอีกทางหนึ่งคือฉีดวัคซีนHPV(HumanPapillomavirusVaccine)ซึ่งป้องกันไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก 

ปัจจุบันวัคซีนHPVมี2ชนิดคือQuadrivalentvaccine(ชนิดไวรัส4สายพันธุ์คือ6,11,16และ18)และBivalentvaccine(ชนิดไวรัส2สายพันธุ์คือ16และ18)โดยส่วนใหญ่ร้อยละ70-75ของโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากสายพันธุ์16และ18ดังนั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองชนิดควรฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกและฉีดได้ตั้งแต่อายุ9-26ปีแต่อย่างไรก็ตามการป้องกันเป็นเพียงการลดความเสี่ยงเท่านั้นและป้องกันไม่ได้ทุกเชื้อทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการมีประจำเดือน 




สำหรับคู่รักที่เลือกมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือนเพราะเห็นว่าเป็นการคุมกำเนิดทางอ้อมเรายังมีวิธีคุมกำเนิดอีกหลายทางที่ดีกว่าทั้งการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวและแบบถาวรการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวทำได้โดยให้ฝ่ายหญิงรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด(pills)ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน(Emergencycontraception)ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดออกฤทธิ์นานการใช้ห่วงอนามัย(IntrauterineDevice)หรือการนับวัน(rhythmmethod)สำหรับฝ่ายชายวิธีที่นิยมมากที่สุดก็คือการสวมถุงยางอนามัยส่วนการคุมกำเนิดแบบถาวรวิธีที่นิยมก็คือการทำหมันสามารถทำได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง 

สุดท้ายนี้เมื่อคุณและคู่รักเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือนมีข้อเสียมากมายไม่ได้ช่วยคุมกำเนิดได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่หลายคนเข้าใจอีกทั้งยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเมื่อคุณมีทางเลือกอื่นแล้วอย่าฝ่าไฟแดงจะดีที่สุดเพราะ...ไฟแดงแปลว่าหยุดหยุดทั้งบนถนนและบนเตียง


ขอบคุณข้อมูลจาก:love.teenee

แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ