Facebook Twitter Google plus Line
5 อาหารทานแล้วน้องสาวก็แฮปปี้
Post by : Wizz   Date : 10 มิ.ย. 61 06:00   Views : 3,227
Facebook Twitter Google plus Line
5 อาหารทานแล้วน้องสาวก็แฮปปี้
5อาหารทานแล้วน้องสาวก็แฮปปี้


     สาวๆรู้ไหมคะว่านอกจากหน้าตาและผิวพรรณที่ต้องบำรุงดูแลกันแล้วแต่น้องสาวหรือช่องคลอดของเรานี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องคอยดูแลให้ดีเช่นกันไม่อย่างนั้นถ้าติดเชื้อราหรือเกิดความผิดปกติขึ้นมาละก็งานนี้รักษากันยาวๆแถมยังทำให้ผู้หญิงเราเกิดความอายด้วยนะทางที่ดีมาดูแลน้องสาวแบบง่ายๆด้วยการเลือกกินอาหาร5ชนิดนี้กันเถอะรับรองว่ากินแล้วน้องสาวแฮปปี้แน่นอนค่ะ


1.โยเกิร์ต

     สาวๆคนไหนที่ชอบกินโยเกิร์ตอยู่แล้วนี่ถือว่าดีสุดๆเลยค่ะเพราะในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ซึ่งเป็นแบคทีเรียดีที่ยังมีชีวิตที่จะเข้าไปช่วยปรับความสมดุลให้กับช่องคลอดแถมยังช่วยลดการเกิดเชื้อราได้อีกด้วยงานนี้น้องสาวแฮปปี้เต็มๆค่ะบอกเลย


2.กระเทียม

     อย่าเพิ่งทำหน้ายี้เมื่อได้ยินคำว่ากระเทียมเพราะรู้ไหมว่าในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อราและต้านจุลินทรีย์ซึ่งกินแล้วจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อราและยีสต์ในช่องคลอดได้ยังไงล่ะคะ


3.ผักและผลไม้สด

      ถึงแม้การกินผักและผลไม้สดจะดีต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณแล้วก็ยังดีต่อช่องคลอดของสาวๆด้วยนะคะโดยเฉพาะผักใบเขียวอย่างพวกกระหล่ำปลีและผักโขมก็ช่วยให้ระบบการไหลเวียนดีแถมยังช่วยป้องกันไม่ให้ช่องคลอดแห้งด้วยและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงเช่นส้มฝรั่งหรือมะนาวก็ดีต่อสุขภาพช่องคลอดเช่นกันค่ะ


4.ถั่วและเมล็ดธัญพืช

     ในถั่วและเมล็ดธัญพืชอย่างวอลนัทเฮเซลนัทเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดอัลมอนด์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นถั่วอุดมไปด้วยวิตามินอีสูงซึ่งกินแล้วจะดีต่อสุขภาพช่องคลอดของสาวๆมากเลยล่ะเพราะวิตามินอีสามารถช่วยไม่ให้ช่องคลอดแห้งอีกทั้งถั่วเหล่านี้ยังอุดมไปด้วยสังกะสีและแร่ธาตุต่างๆที่จะช่วยทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติอีกด้วย


5.น้ำแครนเบอร์รี

     น้ำแครนเบอร์รีสีสวยกลิ่นหอมชวนให้รับประทานนี่แหละที่ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพสุดๆเพราะนอกจากจะดีต่อกระเพาะปัสสาวะเพราะช่วยฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะแล้วก็ยังช่วยลดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดได้ด้วย

     นอกจากจะเลือกกินอาหาร5อย่างที่ดีต่อสุขภาพช่องคลอดแล้วก็ควรเลี่ยงอาหารหวานเอาไว้ด้วยนะคะเพราะการกินของหวานนี่แหละที่เป็นสาเหตุให้เป็นเชื้อราในช่องคลอดได้อย่างดีเลยล่ะ





ขอขอบคุณที่มา:health.kapook.com
แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ